discovery hifi forum discovery hifi forum
A forum for hifi fanatics and music lovers
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

"เชิดใน" เพลงที่คนไทยต้องฟัง....

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    discovery hifi forum -> Music & Favorite CD
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
discoveryhifi



เข้าร่วม: 25 Feb 2008
ตอบ: 1166
ที่อยู่: BKK. Thailand

ตอบตอบเมื่อ: Thu Apr 02, 2009 3:42 am    เรื่อง: "เชิดใน" เพลงที่คนไทยต้องฟัง.... ตอบโดยอ้างข้อความ



อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง




ซีดี เชิดใน(The Prelude of Siam) ราคา ๓๒๐ บาท โดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง(พ.ศ. ๒๔๕๕-๒๕๔๒) เป็นบุตรของท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)อดีตบรมครูที่มีชื่อเสียงและผลงานเป็นเลิศ




มาตั้งแต่สมัยรัชการที่ ๖ ได้รับการศึกษาทางด้านดนตรีไทยในเบื้องต้นจากท่านบิดาต่อได้ศึกษาวิชาดนตรีสากลที่ Tokyo Geijutsu Daigaku (Tokyo National University of Fine Arts and Music) gebouw op het campus Ueno

Tokyo Geijutsu Daigaku (Tokyo National University of Fine Arts and Music)

ประเทศญี่ปุ่น จนจบปริญญาตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ทางด้านการประพันธ์และการอำนวยเพลงในสมัยนั้นสถาบันการศึกษาดนตรีของญี่ปุ่นอยู่ในระยะแรกก่อตั้งมาได้ประมาณ ๑๐ ปี และดำเนินการสอนโดยอาจารย์ชาวยุโรป อาจารย์ที่เป็นหัวหน้าสอนการประพันธ์ คือ ศาสตราจารย์ ดร. Klauss Pringsheim ชาวเยอรมันผู้ซึ้งเป็นศิษย์ของนักดนตรีผู้มีชื่อเสียง ๒ ท่าน คือ Gustav Mahler (Klaus Pringsheim ได้ศึกษาวิชาดนตรีจาก Gustav Mahler (1860-1911)




(Gustav Mahler in 1909)



ที่ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย) และ Richard Strauss อีกทีหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร. Klaus Pringsheim ตายในโตเกียวเมื่อ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง เป็นลูกศิษย์ชาวไทยเพียงคนเดียวของ ศาสตราจารย์ ดร. Klauss Pringsheim จึงได้รับการปลูกฝังการประพันธ์และการอำนวยเพลงอย่างใกล้ชิด

ใน พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านได้กลับมารับราชการ ณ กองดุริยางค์สากล กรมศิลปากร เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น ท่านได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นและผู้ประสานงานจนสงครามสงบ และได้ลาออกจากราชการโดยยึดอาชีพสอนดนตรีให้แก่สถานศึกษาต่างๆ อยู่ระยะหนึ่งจนกระทั้งตัดสินใจจัดตั้งคณะละคร”ผกาวลี” กับภริยา (ลัดดา สารตายน ศิลปบรรเลง) ร่วมกับบิดา ท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และพี่สาว(คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง) ในช่วงนี้เองที่ได้ประพันธ์เพลงประกอบละครทั้งเพลงขับร้องและเพลงบรรเลงซึ่งล้วนแต่ไพเราะมีลักษณะไปทางแนวโรแมนติกคลาสสิค เมื่อภาพยนตร์ต่างประเทศเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย บรรดาโรงละครจึงเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์ คณะละครผกาวลีจึงต้องยุติไปในที่สุด



(หมายเหตุ:- ประวัติย่อย่อ ของ ศาสตราจารย์ ดร. Klaus Pringsheim แปลเอาเองนะครับผมแปลไม่ออก

This article was published in Chord and Discord Vol. 2, No. 8, pp.

114-116, 1958. It is published here with the kind permission from

Mr. Charles Eble of the Bruckner Society of America.




Klaus Pringsheim, conductor, teacher, music critic and composer,

was born in Munich on 24 July 1883. His father was Alfred Israel

Pringsheim (b. 1850). Klaus Pringsheim studied music under

Gustav Mahler (1860-1911) in Vienna. In 1931 he left Germany for

Japan where he became a professor at the Ueno Academy of

Music. From 1941-1946 he directed the Tokyo Chamber

Symphony Orchestra. After a brief period in the United States, he

returned to Japan in 1951. He was appointed director of the

Musashino Academy of Music. He composed an opera as well as

music for the piano and chamber music. Pringsheim was the

brother-in-law of Thomas Mann (1875-1955). He died in Tokyo on

7 December 1972.)



ท่านอาจารย์ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลงและภริยาได้จัดตั้งโรงเรียนสอนนาฏศิลป์ และดนตรีขึ้นที่บ้านในนามโรงเรียนผกาวลีนาฏดุริยางค์ พร้อมทั้งจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทยเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยแก่นักทัศนาจรชาวต่างประเทศ การแสดงเป็นที่ชื่นชอบชองชาวต่างชาติ จนมีการติดต่อให้ไปเผยแพร่ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทยทั้งในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา และประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ รวมทั้งมีโอกาสได้แสดงที่องค์การสหประชาชาติในการเฉลิมฉลองวัน Human Rights’ Day ท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง “ด้รับเชิญเป็นผู้แทนจากประเทศไทยในการประชุม Se’ance Inaugurale des ‘ENTRETIENS’ du Consiel International de la Musique ณ Maison de L’UNE’ESCO, ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านได้บรรยายเกี่ยวกับดนตรีไทยและแสดงเดี่ยวระนาดเอกให้ผู้แทนจากชาติต่างๆได้ชม

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ไดประพันธ์บทเพลงซิมโฟนีชื่อ Siamese Suite ซึ่งได้รับการแสดงครั้งแรกในงาน Southeast Asia Music Conference ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเมื่อจบการบรรเลงโดยวงดนตรี The National Symphony Orchestra of the Philippines แล้วบรรดาผู้ฟังทั้งหมดได้แสดงความชื่นชม และ ให้เกียรติด้วยการยืนปรบมือ (Standing Ovation) เป็นเวลานานนับเป็นเกียรติยศอย่างสูงแก่ตัวท่าน และ ในฐานะตัวแทนศิลปินจากประเทศไทย

ใน พ.ศ. ๒๕๓๑ ท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง มีอาการซึมเศร้า ศาสตราจารย์นายแพทย์สุนทร ตัณ ฑนันทน์ นายกสมาคมศิษย์เก่าแพทยศิริราชขณะนั้นเป็นผู้ดูแลให้การรักษาบำบัดด้วยการ ให้กำลังใจโดยสนับสนุนแนะนำให้ท่านใช้เวลาในการประพันธ์เพลงและให้ท่านแต่ง เพลง Symphony ใหม่เพื่อที่จะใช้บรรเลงในการเฉลิมฉลองมหารัชมังคลาภิเษก ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ยาวนานยิ่งกว่าบุรพมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ท่านจึงแต่งเพลง”เสียงเทียน” ในลักษณะ Symphonic Poem with Female Chorus ขึ้นโดยอาศัยพื้นฐานมาจากเพลงลาวเสี่ยงเทียน ทางเปลี่ยนซึ่งเป็นบทเพลงไทยเดิมอันเลื่องชื่อที่ ท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)บิดาของท่านได้ประพันธ์ไว้มาแต่งขึ้นใหม่แบบดนตรีสากล “เสี่ยงเทียน” ถือได้ว่าเป็นผลงานประพันธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของท่าน และได้บรรเลงครั้งแรกที่โรงละครแห่งชาติ โดยวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ดุริยนิพนธ์ชิ้นนี้มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นทั้งงานอนุรักษ์และงานสร้างสรรค์ขึ้นใหม่อย่างวิจิตรประณีตของสองดุริยกวีไทยผู้เป็นบิดาและบุตร เพลง”เสี่ยงเทียน” ซึ่งประพันธ์สำหรับวงซิมโฟนีขนาดกลางและขับร้องโดยนักร้องหญิงในกลุ่มโซปราโนและอัลโต ได้รับการบันทึกเสียงและผลิตเป็นแผ่นซีดีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นการบรรเลงโดยวงซิมโฟนีกรุงเทพ และมี Mr. John Geogiadis เป็นผู้อำนวยเพลง

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Dr. P. Martin Komolmas, FSG) ขอให้ท่านประพันธ์บทเพลงสำหรับใช้ในกิจกรรมมหาวิทยาลัย ท่านจึงแต่งให้ ๒ เพลง คือ God Bless Assumption University และ สามัคคีABAC โดยมีการร้องประสาน ๔ เสียง บทเพลงทั้งสองนี้ได้รับการนำมาบรรเลงในโอกาสที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชได้จัดการแสดงดนตรีเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อ วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ในโอกาสเดียวกันนี้ก็ได้มีการบรรเลงเพลง Siamese Romances ซึ่ง อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง และ คุณ อัปสร กูรมโรหิต ลูกศิษย์ของท่านได้ร่วมประพันธ์ในลักษณะชุดเพลงบรรเลงสำหรับวงดนตรีซิมโฟนี(Dramatic Suite for Orchestra) เป็นครั้งแรกอีกด้วย

อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ได้รับเกียรติยกย่องคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ(นักแต่งเพลง)ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ ท่านมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะประพันธ์เพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านจึงได้นำผลงานประพันธ์ที่เคยทำไว้แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยจัดทำในในลักษณะ Piano Conducuctor Score บทเพลงนี้เขียนไว้สำหรับเป็นเพลงโหมโรง (Overture) โดยใช้ทำนองเพลงไทยเดิม”เชิดใน”ที่แต่งไว้โดยบิดาของท่านคือ ท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นโครงสร้างและท่านได้ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The Prelude of Siam

การปรับปรุง Score ของเพลง The Prelude of Siam ใช้เวลาหลายเดือน และสำเร็จลงด้วยความเหนื่อยยาก ทั้งนี้เพราะเมื่อท่านเริ่มลงมือทำก็เป็นเวลาเดียวกับที่เริ่มล้มป่วยด้วยโรคหวัดและกลายเป็นปอดอักเสบ ซึ่งต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลหลายครั้ง และเมื่อทำ Score เสร็จก็หมดแรงไม่สามารถที่จะแยกเสียงประสานและขยายออกเป็น Scores สำหรับวงซิมโฟนีขนาดใหญ่ด้วยตนเองจึงสั่งให้ ดร. กุลธร ศิลปบรรเลง บุตรชาย ติดต่อ Mr. John Georgiadis อีกครั้งเพื่อให้ช่วยเรียบเรียงเสียงประสานแทนท่าน โดยได้กำหนดหลักการไว้ให้พิจารณาทำตามรวม ๘ ข้อด้วยกัน




Mr. John Georggiadis



Mr. John Georgiadis ได้ปฏิบัติตามแนวทางที่ อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง วางไว้แล้วส่ง Scores และ Parts สำหรับวงซิมโฟนีขนาดใหญ่มาให้จากประเทศอังกฤษใน ๓ เดือน พร้อมทั้งจดหมายว่า “ I have augmented the piece to last about eleven minutes and it is in the grand symphonic orchestral style, but I have utilized all your father’s motifs and stayed faithful to his orchestration wishes where they were specified” เป็นที่น่าเสียดายที่ท่านเพิ่งเสียชีวิตไปเสียก่อนไม่นานจึงไม่มีโอกาสได้เห็น Full Scores ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วสมตามความปรารถนา

บทเพลงเทิดพระเกียรติ “เชิดใน” หรือ The Prelude of Siam ได้รับการบันทึกเสียงโดยจัดทำเป็น CD เมื่อเดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ร่วมกับเพลงอื่นๆ ที่รวบรวมจากละครเรื่องต่างๆที่ อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ประพันธ์ไว้ การบันทึกเสียงกระทำที่เมือง RIGA ประเทศ LATVIA บรรเลงโดยนักดนตรีชาวลัตเวีย ด้วยวง The Latvia National Symphony Orchestra และ Mr. Terje Mikkelsen ชาวนอร์เวย์ เป็นวาทยกร




Mr. Terje Mikkelsen

(ประวัติโดยสังเขปของ Mr. Terje(อ่านว่า เทอราย) Mikkelsen เกิดที่ นอร์เวย์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้รับการศึกษาทางด้านดนตรีจากสถาบัน Norwegian State Academy ประเทศ นอร์เวย์ได้รับประกาศนียบัตรจากด้านการอำนวยเพลงสำหรับวงออร์เคสตรา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ จากสถาบัน The Sebelius Academy ที่เมือง เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยเป็นศิษย์ของ Jorma Panula เขาได้มีโอกาสศึกษาและร่ใวมงานกับวาทยกรชื่อดัง Mariss Jansons ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๗-๓๔ และเป็นผู้อำนวบเพลงหลักและผู้จัดการทั่วไปของวงทูริงเงน ฟิลฮาโมนโกธา-ซูห์ลในปี พ.ศ. ๒๕๔๒)







(หมายเหตุ:- ในซีดีแผ่นนี้มีทั้งหมด ๑๒ track มีเพลง ๙ เพลง แต่เพลงที่ ๒ มี ๕ กระบวน จึงเรียนมาเพื่อทราบ)

Track ที่ ๑ เชิดใน(The Prelude of Siam) ประพันธ์(จากทำนองเพลงไทยเดิม) โดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง เรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงซิมโฟนีโดย Mr. John Georgiadis ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา ผู้ประพันธ์มีความปรารถนาที่จะประพันธ์เพลงเทิดพระเกียรติ จึงได้คัดทำนองเพลงไทยเดิม ชื่อ “เชิดใน” ซึ่งประพันธ์โดยบิดา ท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) มาเป็นโครงสร้างของบทประพันธ์ เพราะมีความเหมาะสมที่จะใช้บรรเลงในลักษณะเพลงโหมโรง(Overture) เพลง”เชิดใน” ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักดนตรีไทยเดิม เหมือนกับเพลง”เชิดนอก”ที่เล่นกันแพร่หลายและเป็นเพลงเอกในภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” แต่ก็เป็นเพลงบรรเลงที่มีความเร็วและเหมาะสมกับการที่จะใช้เป็นเป็นเพลงโหมโรง อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ได้ประพันธ์ Piano Conductor Score เสร็จ แต่ไม่สามารถเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงซิมโฟนีให้เสร็จได้ เพราะความเจ็บป่วยในช่วงสุดท้ายของชีวิต จึงได้มอบให้ Mr. John Georgiadis เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสานแทน เพราะเป็นผู้มีความคุ้นเคยกับบทประพันธ์อื่นๆของท่านมาก่อนแล้ว “เชิดใน” ได้รับการประพันธ์ และเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงซิมโฟนีขนาดใหญ่ เป็นบทเพลงที่มีความสง่างาม และจบด้วยท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นเพลงไทยอย่างชัดเจน “เชิดใน” ได้รับการบันทึกเสียงครั้งแรกพร้อมกับเพลงอื่นๆ ของ อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ที่เมือง ริก้า ประเทศ ลัตเวีย เมื่อ เดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ บรรเลงโดยวง The Latvia National Symphony Orchestra และ Mr. Terje Mikkelsen ชาวนอร์เวย์ เป็นวาทยกร



Track ที่ ๒-๖ ไซมีสโรม้านซ์(Siamese Romances : Dramatic Suite for Orchestra มี 5 Movements) ชุดเพลงบรรเลง ประพันธ์โดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง เรียบเรียงเสียงประสานโดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง และ อัปสร กูรมะโรหิต เพลงนี้ได้ประพันธ์ขึ้นในเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เนื่องในโอกาสที่มหาวิทยาลัยอัสสัสชัญ และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชร่วมกันจัดการแสดงดนตรีเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ บทประพันธ์สำหรับวงดุริยางค์ซิมโฟนีขนาดกลางชิ้นนี้ได้เรียบเรียงมาจากเพลงรัอง และเพลงบรรเลงสำหรับละครเรื่องต่างๆที่แสดงโดยคณะผกาวลี เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๑-๒๔๙๓ โดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง และ ลูกศิษย์ คือ อัปสร กูรมะโรหิต ได้ร่วมกันจัดทำเป็นบทประพันธ์ในลักษณะเพลงประสม(Medley) รวม ๕ กระบวนด้วยกัน โดยนำมาจากบทเพลงในละครเรื่องต่างๆดังนี้

- กระบวนที่ ๑ จันทราพาฝัน(3.09) จากภาพยนตร์เรื่องไฟชีวิต(บทภาพยนตร์ของ สด กูรมะโรหิต)

- กระบวนที่ ๒ โสมเหนือ (3.56) เรียบเรียงเสียงประสานจากทำนองเพลงไทยเดิมของท่านบิดา คือ

ท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)

- กระบวนที่ ๓ งามเพียงจันทร์(3.00) จากละครเรื่อง ธิดาจ้าวราชบุตร(บทละครของ อบ ไชยวสุ)

โดยนำส่วนหนึ่งของทำนองเพลงที่ที่แต่งโดย ท่านครู หลวงประดิษฐ์

ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ชื่อ “เพลงโสมพม่า” มาเรียบเรียงเสียงประ

สานปรับปรุงเป็นเพลงบรรเลงสำหรับวงดุริยางค์ในจังหวะวอลซ์

- กระบวนที่ ๔ รักแท้ (3.39) จากละครเรื่องเงาะป่า(พระราชนิพนธ์อัญเชิญมาทำบทละครเวที โดย สด

กูรมะโรหิต)



กระบวนที่ ๕ แรพโซดี(Rhapsody)(5.13) จากการผสมผสานของ ๒ บทเพลง คือ “เพลงดวงใจ”

- จากละคร เรื่องเกียรติศักดิ์รักของข้า(บทละครของมาลัย ชูพินิจ) และ “ เพลงยามรัก” จากละครเรื่องซิสก้า (บทละครของ สด กูรมะโรหิต)



Track ที่ ๗ โศกพม่า ประพันธ์(จากทำนองเพลงไทยเดิม)และเรียบเรียงเสียงประสาน โดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง เป็นที่เข้าใจกันว่า ท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ผู้เป็นบิดาได้ประพันธ์ไว้ในลักษณะเพลงไทยเดิม แต่ไม่มีการนำมาเล่นอย่างแพร่หลายเหมือนกับเพลงไทยอื่นๆ อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ได้นำมามาประพันธ์และเรียบเรียงเสียงประสานขึ้นใหม่ สำหรับวงดุริยางค์ซิมโฟนีขนาดกลาง และเข้าใจว่า อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ได้ประพันธ์ไว้ในช่วงปลายอายุ ๓๐ ปี และเก็บไว้จนลืมเพราะไม่มีผู้ใดรวมทั้งผู้ประพันธ์กล่าวถึงบทเพลงบรรเลงอันไพเราะชิ้นนี้เลย แม้ในช่วงเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ เมื่อจะเตรียมการสำหรับงานอัดเสียง บทประพันธ์เพลงของท่านที่ประเทศลัตเวีย ดร. กุลธร ศิลปบรรเลง บุตรชายได้ค้นพบบทประพันธ์นี้โดยบังเอิญ ซึ่งอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ทั้ง Score และ Parts ผลที่ได้ก็คือเป็น “เพลงโศกพม่า”ที่ไพเราะ แสดงออกถึงอารมณ์โศกเศร้าอย่างละเอียดอ่อนผสมผสานกับความอ่อนหวานซาบซึ้ง



Track ที่ ๘ ดำเนินทราย ขับร้องเดี่ยว ประพันธ์(จากทำนองเพลงไทยเดิม) โดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง เรียบเรียงเสียงประสานโดย อัปสร กูรมะโรหิต คำร้องโดย ลัดดา (สารตายน) ศิลปบรรเลง ขับร้องโดย ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ เมื่อแรกเมนั้น อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ได้ประพันธ์ขึ้นจากเพลงไทยเดิม ทางเปลี่ยนของท่านบิดา (หลวงประดิษฐ์ไพเราะ)สำหรับการแสดงละครของคณะผกาวลี เรื่อง”เวียงฟ้า” (บทละครโดย “อิงอร” หรือ ศักดิ์เกษม หุตาคม) สำหรับขับร้องคู่ชาย-หญิง โดยจำกัดเครื่องดนตรีไว้ ๑๔ ชิ้น หลังจากนั้นก็นำมาเขียนเป็นบทเพลงในลักษณะเล่นโดยเครื่องสาย ๔ ชิ้น(String Quartet) และต่อมาได้ดัดแปลงให้เป็นเพลงบรรเลงโดยใช้ส่วนของเครื่องสายทั้งหมด(String Section) ของวงดุริยางค์ซิมโฟนี ดังปรากฏในตัวอัลบั้มเพลง “เสี่ยงเทียน” ที่ผลิตในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ อัปสร กูรมะโรหิต ลูกศิษย์ใกล้ชิดของท่านได้นำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ภายใต้การแนะนำของอาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลงโดยใช้ผลงานบางส่วนของ String Quartet ของท่านเพื่อการประพันธ์ให้เป็นเพลงสำหรับวงซิมโฟนีทั้งวง และมีการขับร้องเดี่ยวโซปราโนอยู่ด้วย คุณ ลัดดา (สารตายน )ศิลปบรรเลง ภริยาของ อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง เป็นผู้ให้คำร้องโดยตั้งใจทำเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ



Track ที่ ๙ เสี่ยงเทียน ขับร้องเดี่ยว ประพันธ์(จากทำนองเพลงไทยเดิม) โดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง เรียบเรียงเสียงประสานโดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง คำร้องโดย ลัดดา (สารตายน) ศิลปบรรเลง ขับร้องโดย ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ เพลงนี้ได้รับการประพันธ์ไว้หลายรูปแบบโดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ผู้ซึ่งมีความชื่นชมและยกย่องบทเพลงไทยเดิมบทนี้ของ ท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)ผู้เป็นบิดาเป็นอย่างมาก

ท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)ได้ประพันธ์ขึ้นจากเพลงเก่าชื่อ “ลาวเสี่ยงเทียน” ซึ่งเดิมอยู่ในจังหวะ ๒ ชั้น มาปรุงจนครบเป็นเถา และเป็นเพลงที่นิยมเล่นกันมากสำหรับนักดนตรี อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ได้นำท่อนหนึ่งของ”ทางเปลี่ยน” ของท่านบิดามาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่สำหรับบรรเลงด้วยดนตรีสากลเป็นครั้งแรกให้กับคณะละครผกาวลี สำหรับละครเรื่อง “ธิดาจ้าวราชบุตร” (บทละครโดย อบ ไชยวสุ) ประมารปี พ.ศ. ๒๔๙๒ โดยใช้เครื่องดนตรี ๑๔ ชิ้น และขับร้องโดยนักร้องชาย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ขณะเมื่ออายุ หกสิบปีเศษ ท่านได้ประพันธ์เพลงนี้ไว้ในอีกรูปแบบหนึ่ง คือแบบ String Quartet และเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๒ เมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ ๗๗ ปีจึงได้นำเพลงนี้มาขยายในรูปแบบ Symphonic Poem ที่มีความสง่างามประสานกับความอ่อนหวานซาบซึ้งสำหรับหมู่นักร้องโซปราโนและอัลโต ร่วมกับวงดุริยางค์ซิมโฟนี สำหรับเพลงเสี่ยงเทียน ขับร้องเดี่ยวในอัลบั้มนี้ คือผลงานประพันธ์ครั้งแรกสำหรับละครแต่ได้เปลี่ยนเนื้อร้องให้เหมาะสมกับนักร้องหญิงที่ขับร้องเดี่ยวครั้งนี้ และบรรเลงโดยวงดุริยางค์ซิมโฟนีทั้งวงจากที่เคยจำกัดจำนวนนักดนตรีไว้เดิมเพียง ๑๔ คน



Track ที่ ๑๐ เงาในน้ำ ขับร้องเดี่ยว ประพันธ์และเรียบเรียงเสียงประสานโดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง คำร้องโดย ลัดดา (สารตายน) ศิลปบรรเลง ขับร้องโดย ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ เป็นผลงานที่ได้รับการชื่นชอบอย่างมาก อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ประพันธ์เพลงนี้ไว้สำหรับการแสดงละครเรื่อง “มนต์นาคราช”(บทละครโดย กุมุท จันทร์เรือง) โดยคณะละคร ผกาวี เนื้อร้องบรรยายเกี่ยวกับนางเอกที่เห็นเงาตัวเองในน้ำเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนอง(Melody)อ่อนหวานและไพเราะ มีความกลมกลืนกัน(Harmony) อย่างสมบูรณ์



Track ที่ ๑๑ โสมสวาท ขับร้องเดี่ยว ประพันธ์และเรียบเรียงเสียงประสานโดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง คำร้องโดย ลัดดา (สารตายน) ศิลปบรรเลง ขับร้องโดย ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ เพลงนี้เป็นเพลงเอกในละครเรื่อง

”แผ่นดินแห่งความฝัน(บทละครโดย สด กูรมะโรหิต)” แสดงโดยคณะ ผกาวลี



Track ที่ ๑๒ ยามรัก ขับร้องเดี่ยว ประพันธ์และเรียบเรียงเสียงประสานโดย อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง คำร้องโดย ลัดดา (สารตายน) ศิลปบรรเลง ขับร้องโดย ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ เพลงนี้เป็นเพลงเอกในละครเรื่อง

”ซิสก้า” (บทละครโดย สด กูรมะโรหิต)” แสดงโดยคณะ ผกาวลี ยามรักเป็นอีกเพลงหนึ่งที่ได้รับการชื่นชอบอย่างมากจากผู้ที่ชมละครเรื่องนี้





สด กูรมะโรหิต

สด กูรมะโรหิต เกิดที่ตำบลท่าเรือจ้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๑ ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ มีอายุ ๖๙ ปี

การศึกษา ได้เริ่มการศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ เมื่อมีอายุได้ ๕ ขวบ เข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี เพียงปีเดียวก็มาเรียนต่อที่ โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัยนครปฐม จนจบชั้นมูล แล้วจึงเข้ามาเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ในชั้นประถมปีที่ ๑ จนจบชั้นมัธยมปีที่ ๘ โดยเป็นเด็กเรียนดี มีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง ๘๐-๙๐% เป็นที่ ๑ มาโดยตลอด

ได้ทุนจากกระทรวงธรรมการไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในแผนกประวัติศาสตร์ และเรียนศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเลือก

ชีวิตข้าราชการ ได้ทำงานใช้หนี้รัฐบาลตามสัญญา ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูแลโรงเรียนจีน หัวหน้าแผนกตำรา กองการศึกษาผู้ใหญ่ ขณะนั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ กำลังแทรกซึมเข้าเมืองไทยในโรงเรียนจีน จึงออกปราบปรามและปิดโรงเรียนจีนไปหลายแห่งกวาดเก็บหนังสือต้องห้ามส่งสันติบาล

งานการประพันธ์ เป็นนักเขียนที่มีผลงานมาก มีทั้งนวนิยาย สารคดี งานแปล บทละคร บทภาพยนตร์ บทเพลง และเรื่องสั้น

งานเขียนด้านนวนิยายที่เด่น เช่น ชุด ปักกิ่ง-นครแห่งความหลัง อันได้แก่ วารยา ราเนฟสกายา, คนดีที่โลกไม่ต้องการ, และเมื่อหิมะละลาย, เลือดสีน้ำเงิน, นักปฏิวัติ, ขบวนเสรีจีน, ชีวิตคือความฝัน, นี่แหละชีวิต และระย้า

งานแปล ได้แก่ ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์, อัชฌาเทวี, และแซวลไวท์ ใต้ธงสยาม

บทละคร ได้เขียนบทละครเวทีประมาณ ๑๐ เรื่อง ละครวิทยุมากว่า ๕๐ เรื่อง

บทละครโทรทัศน์ประมาณ ๕-๖ เรื่อง

บทภาพยนตร์ ได้แก่ ทาสหัวใจ, ขบวนเสรีจีน, ไฟชีวิต, และพลายมะลิวัลลิ์

เรื่องสั้น เขียนไว้หลายร้อยเรื่อง โดยลงพิมพ์ในหนังสือต่างๆ ดังนี้ ศัพท์ไทย, ไทยเขษม, ประชาชาติ, เสนาศึกษา, สุภาพบุรุษ, ไทยใหม่, เดลิเมล์วันจันทร์, ประชามิตร, ปิยะมิตร, วิทยาจารย์, เอกชน, สวนอักษร, ศิลปิน, และรุ่งอรุณ









เพลงที่คนไทยต้องฟัง
โดย ต่อพงษ์ เศวตามร์

หลายต่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา งานประกาศรางวัลภาพยนตร์ที่นับได้ว่าเป็นสถาบันต่างๆ นั้น ปรากฏว่าหนังเรื่อง "โหมโรง" กวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปกันชนิดไร้ราคาต่อรอง

หนังเขาดีจริงๆ ครับ ดูแล้วต้องลุกไปหาเพลงไทยเดิมมาฟังต่อ

จำได้ว่าตอนเข้าโรงทีแรกหนังเข้าแบบไร้หนทางมากๆ แต่เพราะเกิดกระแสปากต่อปากบอกถึงความดีเด่นในภาพยนตร์เรื่องนี้ จนสุดท้ายใครไม่ทราบออกสโลแกนว่า โหมโรงเป็นหนังไทยที่คนไทยต้องดู คนไทยก็เลยแห่ไปดูกันแล้วก็ได้รับความอิ่มเอมสมกับสโลแกนที่ว่า

********************

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีโอกาสไปเที่ยวยุโรปครับ บังเอิญโต๋เต๋ไปเจออัลบั้มเพลงไทย ปกหน้าตาแปลกๆ อยู่ในโซนงานเพลงคลาสสิกของร้านขายซีดีร้านหนึ่ง คือหน้าปกนั้นเป็นคนไทย แต่บรรเลงโดยวง Latvian National Symphony Orchestra แล้ว เห็นปุ๊บก็ต้องหยิบมาสแกนดู

บอกตรงนี้นิดหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้ร้านทางโน้นเขาใช้วิธีสแกนเพลงของบางอัลบั้มที่เขาอยากจะให้ลองฟังใส่ไว้ในเซิร์ฟเวอร์ ใครอยากจะลองฟังเพลงจากอัลบั้ม ก็ถือแผ่นซีดีไปแล้ว แล้วก็เอาแผ่นนั้นไปตรงเครื่องสแกน(ที่มีหูฟังพ่วงอยู่) พอเครื่องมันอ่านรหัสจากแผ่นปุ๊บ มันก็เล่นให้เราฟังเลย ส่วนใหญ่แผ่นเพลงป็อปทั้งหลายจะมีการสแกนเพลงเก็บไว้ตลอด

แต่บังเอิญแผ่นที่ผมว่านี้เขาไม่ได้สแกนเอาไว้ครับ ก็ต้องเสี่ยงซื้อกลับมาฟังดูด้วยราคา ๑๖ ยูโร เอาห้าสิบคูณเข้าไปก็ตก ๘๐๐ บาท...

แวบแรกที่เสียงเพลงที่ว่านี้ผ่านเข้าหู...ผมออกอาการน้ำตาซึมขึ้นมาทันทีด้วยความไพเราะของมัน เกิดความรู้สึกตกอกตกใจ และสะท้อนใจขึ้นมาว่า นักแต่งเพลงผู้นี้ท่านไปอยู่ที่ไหนมา เพลงถึงได้หลุดไปถึงต่างแดนโน่น ไปให้ชาวต่างชาติได้ชื่นชม แต่สำหรับคนไทยผมเองแน่ใจว่าจะมีคนได้ฟังเพลงชุดนี้อยู่ไม่มากเท่าไหร่ ท่านผู้ที่เขียนเพลงอันยอดเยี่ยมเพลงนี้ชื่อว่า อาจารย์ "ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง"

เพลงอันยอดเยี่ยมนี้ชื่อว่า "เชิดใน" หรือชื่อภาษาอังกฤษก็คือ Prelude Of Siam

ที่สำคัญท่านอาจารย์ประสิทธิ์ท่านเป็นบุตรชายของ "หลวงประดิษฐไพเราะ" หรือ พ่อครู ศร ศิลปบรรเลง
ซึ่งเด็กไทยและคนไทยรุ่นนี้จะต้องรู้จักท่านในฐานะอัจฉริยะทางระนาดและพระเอกในเรื่องโหมโรง บุคคลที่อาศัยเพลงระนาดระงับความบ้าของผู้มีอำนาจในเรื่องนั้นอย่างเหลือเชื่อ

เรื่องของอาจารย์ประสิทธิ์นั้น ในโหมโรงไม่ได้พูดถึงมากเท่าไหร่ ตัวละครซึ่งรับบทโดยคุณ สุเมธ องอาจ นั้นอาจจะทำให้คนจำได้เพียงแค่ฉากซึ่งครูศรกำลังทำท่าขมึงทึงเมื่อลูกชายตัว ดีของท่านกลับมาจากการเรียนที่ต่างประเทศแล้วก็ขนเปียโน ๑ หลังเข้าบ้านมาด้วย

ผมคิดว่านี่คือฉากที่น่ารักที่สุดของหนัง โดยเฉพาะเมื่อพ่อครูบอกให้ลูกชายลองเล่นเพลงซักเพลงให้ฟังโดยเปียโน จากนั้นก็ท่านก็ขึ้นไปนั่งบนหน้าระนาดพร้อมกับบรรจงเคาะไม้ระนาดคลอไปกับเปียโนตัวนั้น ภาพตัดเข้ามาถึงการล้อกันระหว่างตัวโน้ตบนรางระนาดและนิ้วมือบนคีย์เปียโน ไพเราะสุดๆ ยิ้มออกสุดๆ และอบอุ่นสุดๆ

จากนั้นหนังก็ไม่ได้พูดถึงอาจารย์ประสิทธิ์อีกเลยว่าท่านไปทำอะไรต่อ...อ้อมีเรื่องไปเป็นล่ามแปลภาษาอีกนิดหนึ่ง เราก็เลยไม่ได้รู้จักลูกชายของพ่อครูศรอีก...ซึ่งก็ถูกต้องแล้วที่ท่านผู้กำกับเขาทำเช่นนั้นออกมา เพราะเรื่องเขาว่าด้วยครูศรมิใช่เรื่องของอาจารย์ประสิทธิ์

อย่างไรก็ตามด้วยความยอดเยี่ยมของเพลง ความเพราะที่ผมคิดว่า สามารถยก “เชิดใน” ไปเทียบเท่ากับงาน

My Country ของสเมทาน่า หรือ Yellow River Concerto ของจีน อันนี้ก็ท้าให้ลองฟังกันได้ครับ ฟังแล้วก็นำไปบอกต่อกันด้วยว่า เพลงๆ นี้ยอดเยี่ยมขนาดไหน คือถ้าโหมโรงและเรื่องของพ่อครูศรเป็นภาพยนตร์ที่คนไทยต้องดูและต้องรู้ ผมก็คิดว่างานเพลงจากทายาทคนเก่งของท่านเพลงนี้ก็น่าจะเป็นเพลงซึ่งคนไทยต้องฟังเหมือนกัน


**************


จากประวัติหน้าปกที่ใส่เอาไว้ อาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง (พ.ศ. ๒๔๕๕-๒๕๔๒) เป็นบุตรของหลวงประดิษฐไพเราะ ได้รับการศึกษาเบื้องต้นทางด้านดนตรีไทยจากบิดาของท่านเอง ก่อนจะไปเรียนจบขั้นปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกได ประเทศญี่ปุ่นทางด้านการประพันธ์และอำนวยเพลง โดยอาจารย์ที่สอนนั้นเคยเป็นศิษย์ของนักประพันธ์เอกอย่าง กุสตาฟ มาห์เลอร์ และ ริชาร์ด สเตราส์ เมื่อเรียนสำเร็จก็กลับมารับหน้าที่เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นและผู้ประสานงานจนสงครามสงบ และรับราชการในกองดุริยางค์สากล กรมศิลปากร จากนั้นได้ลาออกมาจากราชการ โดยยึดอาชีพเป็นครูสอนดนตรีตามสถาบันต่างๆ

สุดท้ายท่านตัดสินใจตั้งคณะละครผกาวลีร่วมกับภริยา (ลัดดา สารตายน ศิลปบรรเลง) และ บิดาของท่านเอง ไปจนกระทั่งพี่สาว ช่วงนี้เองท่านได้ประพันธ์เพลงประกอบละครทั้งเพลงขับร้องและเพลงบรรเลงซึ่งล้วนแต่มีลักษณะไปทางแนวโรแมนติกคลาสสิก

แต่สำหรับเพลงเชิดในนั้น อาจารย์ประสิทธิ์แต่งขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา อาจารย์อยากจะแต่งเพลงเทิดพระเกียรติ ก็เลยคัดทำนองเพลงไทยเดิมชื่อ เชิดใน ซึ่งก็เป็นผลงานของหลวงประดิษฐไพเราะเขียนไว้ มาเป็นโครงสร้างของบทประพันธ์ด้วยเหตุที่เพลงนี้มีความเหมาะสมจะใช้บรรเลงในลักษณะของเพลงโหมโรง (Overture)

เพลงนี้เหมาะกับคำว่าโหมโรงที่สุด เพราะ ขึ้นต้นมานี่สง่างามเหลือเกิน ให้ความรู้สึกเรืองรองในหัวไปหมด ผมบอกไม่ถูกจริงๆ ครับ ทั้งอ่อนหวาน ทั้งยิ่งใหญ่ งดงาม เหมือนเดินอยู่ในรั้วรอบขอบชิดที่น่าประทับใจ แล้วมองผ่านหน้าต่างออกมาพบคนไทย ใจไทย ความน่ารักแบบไทยๆ ที่มีอยู่ (ซึ่งปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีเหลือแล้ว) คือเพลงนี้ครบถ้วนไปหมดว่า ยุคที่บ้านเมืองน่าอยู่ เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรม อันน่ารัก เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจนั้นเคยปรากฏอยู่แผ่นดินทองนี้เหมือนกัน

๑๕ วินาทีแรกของเพลงนี่ปลุกความรู้สึกและฉุดตัวของคุณได้ทันทีให้ต้องหันมาฟังเพลง ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเย็นขึ้น ในช่วงนาทีที่ ๑.๓๓ เพลงวนกลับมาย้ำทำนองเดิม และวิธีการแบบเดิมอีกรอบอย่างสุดยอด จากนั้นเพลงค่อยๆ โหมความรู้สึกเร็วขึ้นแบบสง่างาม (แว่บหนึ่งผมนึกของ Finlandia ของซิเบลิอุสขึ้นมา) แต่กรอบของการเรียบเรียงและการเขียนของผู้ประพันธ์นั้นยังเป็น ไทย ไท้ ไทย !! อย่างที่ต้องก้มลงกราบคาราวะ

สิบเอ็ดนาทีเศษที่ฟังจบลงนี่เป็น สิบเอ็ดนาทีที่ต้องย้อนฟังกลับไปกลับมาอย่างไม่รู้เบื่อทีเดียว

เรียกว่าฟังแล้วรักคนไทย รักความเป็นไทย และรักประเทศไทยชนิดสุดหัวใจทีเดียว

เพลงอื่นๆ นั้นก็อยู่ในขั้นที่ดีมากๆ โดยเฉพาะ Siamese Romance เพลงชุดที่ประกอบด้วย หกเพลงสั้น ผสมเข้าหากันเป็นเพลงเดียว แต่เพราะ เนื้อที่หมดลงแล้ว ถ้ายังไงผมอาจจะหาทางเขียนงานของท่านอาจารย์ประสิทธิ์อีกสักรอบ เพราะ ตอนนี้ผมได้งานชุดที่บรรเลงโดย แบงกอก ซิมโฟนี่ ออเคสตร้า มาแล้วอีกชุดหนึ่ง เพราะงานชิ้นนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ทำให้ตอนนี้อยากจะเขียนแนะนำงานเพลงไทยประยุกต์กันให้มากที่สุดนะครับ

**********

ปล.๑ หลังจากเอาเพลงนี้ไปเปิดที่ เอฟเอ็ม ๙๗.๗๕ MHZ คลื่นสามัญประจำบ้าน วิทยุชุมชนเจ้าฟ้า (www.thaidayradio.com) เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมานั้น ก็ได้มีท่านที่เคารพกรุณาแจ้งว่า อัลบั้มที่ผมนำมาแนะนำกันนี้ สามารถซื้อได้ที่ร้านน้อง ท่าพระจันทร์ในราคาที่ถูกกว่ามาก...อย่างน้อยก็ถูกกว่าที่ซื้อที่เยอรมันกันละครับ ผมก็เลยคิดว่า ถ้าใครสนใจก็ลองแวะที่ร้านน้องดูก็ได้ครับ ไม่ถือว่าเป็นการโปรโมตให้ร้านน้อง แต่ถือว่าเป็นการเขียนให้คนไปหางานดีๆ มาฟังกันให้มากที่สุดนะครับ

ปล.๒ เพราะอยากให้เพลงได้ฟังกันมากๆ ผมได้คัดเอาเพลงเชิดในมาแปะไว้ตรงหน้าคอลัมน์นี้ใน

www manager.co.th กันแล้วให้ท่านได้พิสูจน์กันนะครับว่า เพลงไพเราะและยอดเยี่ยมสุดๆ ขนาดไหน

คอเพลงที่อยากลองฟังเชิดใน เชิญฟังได้เลยครับ




Mr. Terje Mikkelsen




เทอรเย มิคเคลสัน Terje Mikkelsen

เมื่อต้นเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ได้มีโอกาสต้อนรับแขกคนสำคัญ เทอรเย มิคเคลสัน (Terje Mikkelsen) เดินทางข้ามฟากฝั่งของของโลกจากดินแดนแสกนดิเนเวีย ประเทศนอร์เวย์ มาเยี่ยมเยือนประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อม ในการจัดงานมหกรรม ดนตรีเพื่อสันติภาพแห่งโลกในประเทศไทย ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๕ ในฐานะของ ผู้อำนวยเพลงรับเชิญของวงดนตรี World Peace Philharmonic Orchestra ซึ่งจะมีงานดุริยนิพนธ์ของ Klaus Ager มาแสดงในงานนี้ในฐานะ World Premier คือแสดงเป็นครั้งแรกด้วย

เทอรเย มิคเคลสัน เกิดที่นอร์เวย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้รับการศึกษาทางด้านดนตรีจากสถาบันนอร์วีเจียนสเตตอคาเดมี (Norwegian State Academy) ประเทศนอร์เวย์ และได้ประกาศนียบัตร จากด้านการอำนวยเพลง สำหรับวงออร์เคสตรา เมื่อปี ๒๕๓๒ จากสถาบันซีบีเลียสอคาเดมี (the Sibelius Academy) ที่เมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยเป็นศิษย์ของ Jorma Panula

เขาได้มีโอกาสศึกษาและร่วมงานกับวาทยากรชื่อดัง Mariss Jansons ซึ่งมีกิจกรรมร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๒๗-๒๕๓๔ ทั้งที่เมืองเซนต์ปีเตอรสเบิร์ก และออสโล ตัวเทอรเยเองได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยเพลงหลัก และผู้จัดการดนตรีประจำวงออร์เคสตรา แห่งสาธารณรัฐยูเครน ณ เมืองเคียฟ เป็นเวลา ๗ปี ระหว่างช่วงปี ๒๕๓๒-๒๕๓๘ และในช่วง ๒๕๓๓-๒๕๓๘ เขายังได้รับเชิญให้ไป เป็นผู้อำนวยเพลงพิเศษ ของวงออร์เคสตราแห่งเมือง ลิธทัวเนียอีกด้วย มีผลงานหลากหลายทั้งการแสดงคอนเสิร์ตปกติ การออกเดินทางแสดงทัวร์ต่างประเทศ การบันทึกเสียง สำหรับงานสื่อวิทยุโทรทัศน์ และงานบันทึกซีดีเพลงคลาสสิคมากมาย รวมทั้งเพลงคีตนิพนธ์ชิ้นเอกของ Edward Grieg ด้วย

ในปี ๒๕๒๐ เทอรเย มิคเคลสัน ได้ทำงานในตำแหน่ง เป็นผู้อำนวยเพลงหลัก และผู้จัดการดนตรีประจำวงซิมโฟนี แห่งชาติลัทเวีย ณ เมืองริกา เทอรเยและวงลัทเวียได้ร่วมกัน ผลิตงานบันทึกเสียงออกมาประมาณ ๑๐ ชุดด้วยกัน มีเพลงหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งงานเพลงใหม่ของ Johan Svendsen และ Johan Halvorsen ด้วย นอกจากนี้ ยังได้ทำการเดินทาง เปิดการแสดงตามประเทศต่างๆ ในย่านยุโรปเป็นประจำ และในปี ๒๕๔๒ เทอรเย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้อำนวยเพลงหลัก และผู้จัดการทั่วไป ของวงทูริงเงน ฟิลฮาโมนี โกธา-ซูห์ล

วงดนตรีระดับชาติในยุโรปชาติที่เทอรเย มิคเคลสัน มีโอกาสเดินทางไปอำนวยเพลงเสมอ ได้แก่ วงเซนส์ปีเตอรสเบิร์ก ฟิลฮาโมนิค, วงดนตรีประจำสถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งกรุงมอสโคว รัสเซีย, วงดนตรีวอรซอว์ฟิลฮาโมนิค, วงดนตรีประจำสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งเมืองโคโลญ เยอรมันนี, วงดนตรีประจำสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งเมืองฮัมบวร์ก เยอรมันนี, วงดนตรีรอทเตอร์ดามฟิลฮาโมนิค, วงดนตรีประจำสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติเบลเยียม, วงบีบีซีเวลส์ซิมโฟนีออร์เคสตรา, และวงฟิลฮาโมเนีย ฮังแกรีกา แห่งฮังการี

ก่อนที่จะโบกบินข้ามฟ้ากลับไปนอร์เวย์เพื่อทำงานดนตรีของเขาต่อ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา หลายคำถามเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ งานมหกรรมดนตรีเพื่อสันติภาพแห่งโลกโดยตรง และอีกหลายคำถาม ที่เป็นทัศนะส่วนตัวของผู้อำนวยเพลงผู้นี้กับ การมองโลกดนตรีคลาสสิคในเมืองไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาได้เคยมีโอกาสมาสัมผัสอยู่บ้าง จากงานทัวร์คอนเสิร์ต ของวงทูริงเงนที่เขาร่วมรับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน หลายคำตอบ เป็นทั้งคำคมและข้อคิดที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว



เพลงดนตรี : อยากให้คุณช่วยกล่าวถึง ประวัติการศึกษาดนตรีและงานที่ทำให้ฟังอย่างย่อๆ
เทอรเย : ผมเริ่มเรียนดนตรีเหมือนคนอื่นๆ จนกระทั่งจริงจังขึ้น ก็ได้เรียนวิชาดนตรีจนจบการศึกษาอย่างเป็นทางการจาก Norwegian State Academy ซึ่งเป็นสถาบันดนตรีประจำประเทศนอร์เวย์ และรู้สึกตัวว่ามีความสนใจในเรื่องงานอำนวยเพลงเป็นพิเศษ เลยไปเรียนต่อที่ สถาบันซีบีเลียส อคาเดมี The Sibelius Academy ที่ เมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งผมคิดว่าทุกวันนี้เป็นที่เรียนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแห่งหนึ่ง วงการ นักอำนวยเพลงด้วยกัน แล้วก็โชคดีที่ได้ไปร่วมงานกับมัวริส ยานซอนส ซึ่งเป็นผู้อำนวยเพลงชื่อดังมากคนหนึ่งของโลกในปัจจุบันเป็นเวลาหลายปีที เดียว

หลายปีที่ผ่านมา ผมได้ตระเวนไปทำหน้าที่ผู้อำนวยเพลงหลักและผู้จัดการดนตรี ให้กับวงซิมโฟนีออร์เคสตราในยุโรปหลายประเทศ แต่ที่ทำหน้าที่อย่างเป็นงาน เป็นการที่แรกคือ วงดนตรีแห่งชาติยูเครน ที่เมืองเคียฟ แล้วก็ไปทำงานให้กับ วงซิมโฟนีแห่งชาติลัทเวีย วงทูริงเงน ฟิลฮาโมนี ของเยอรมันนี นอกจากนี้ ผมยังได้รับเชิญให้ไปทำงานอำนวยเพลง ให้กับวงออร์เคสตราของประเทศอื่นๆอีกหลายแห่ง มีโอกาสตระเวน ไปที่โน่นที่นี่อยู่ตลอดเวลา ผมชอบการเดินทางมาก และก็ชอบงานอำนวยเพลงมากด้วย

เพลงดนตรี: ทำไมถึงเลือกรับงานอำนวยเพลงให้กับงานมหกรรมดนตรีเพื่อสันติภาพ World Peace Concert ที่เมืองไทยในครั้งนี้
เทอรเย : ประการแรก ผมเคยมาที่เมืองไทยก่อนหน้านี้แล้ว โดยมากับวงทูริงเงน จากเยอรมัน เคยได้แสดงงานดนตรีคลาสสิคให้คนไทยชมกันมาก่อน ประการที่สอง ผมได้รับคำเชิญชวนจากดร.สุกรี เจริญสุข ซึ่งก็เคยร่วมงานกันมาในฐานะเพื่อนรักกัน ประการที่สาม ผมหวังว่าจะได้เห็นความก้าวหน้าของดนตรีคลาสสิคที่นี่ และมีความรู้สึกที่ดีๆกับอนาคตหลายๆอย่างของวงการดนตรีในเมืองไทย ผมประทับใจเมืองไทยหลายๆเรื่อง ที่รู้สึกทึ่งมากอย่างหนึ่งก็คือ พื้นฐานทางวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้มีเอกลักษณ์ของตัวเอง และถ้าจะเอาไปเกี่ยวโยงกับดนตรีคลาสสิคซึ่งเป็นเรื่องของวัฒนธรรมยุโรป ก็ไม่รู้ว่ามันไปกันได้อย่างไร ไม่มีสิ่งแวดล้อมที่หล่อเลี้ยง ดนตรีคลาสสิคเหมือนโลกตะวันตก แต่ก็ดูเหมือนว่า ดนตรีคลาสสิคจะมาเติบโตที่นี่อย่างน่าสนใจ

ผมสังเกตเห็นว่ามันค่อยๆมาอย่างช้าๆและมั่นคง ทั้งทางระบบการศึกษ าและเรื่องกิจกรรม ที่เปิดโอกาสให้คนไทย ได้สัมผัสดนตรีคลาสสิค เมื่อก่อนนี้อาจไม่มีอะไรเลย แต่เดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าพอที่จะมีโอกาส ในการสร้างอะไรขึ้นได้ใหม่ๆด้วยซ้ำไป

เพลงดนตรี: ได้เห็นอะไรบ้างที่เกี่ยวกับสภาพทางดนตรีคลาสสิคในประเทศไทย
เทอรเย : เท่าที่ผ่านมา ผมได้เห็นหลายอย่างที่น่าประทับใจ เช่น ในประเทศนี้มีโรงแสดงคอนเสริ์ตที่อยู่ในสภาพดีมาก ซึ่งที่จริงตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการจัดงานแสดงดนตรี ให้คนไทยได้ชมกัน ผมคิดว่า ถ้าเริ่มต้นสถานที่แสดงคอนเสิร์ต ที่แย่เสียแล้ว คุณก็คงไม่มีทาง จัดงานดนตรีดีๆให้เกิดขึ้นมาได้ วงดีๆที่ไหน ก็ไม่อยากมาเล่น หรือเล่นไปแล้วก็เสียอารมณ์สุนทรีย์ เสียเวลาไปฟัง เสียเงินกันเปล่าๆ

วันก่อนนี้ ( ๗ ธันวาคม ๒๕๔๔) ผมได้สัมผัสฝีมือของนักดนตรีชาวไทยหลายๆคน ที่มาทดสอบความสามารถ (audition) เพื่อเข้าร่วมวง World Peace Philharmonic Orchestra ก็รู้สึกว่ามีคนเก่งอยู่หลายคน

ผมมาที่มหาวิทยาลัมหิดลนี่ ได้เห็นความหวังใหม่ ในการศึกษาดนตรีที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้เห็นว่ามหิดลกำลังเริ่มต้นไปได้ดี ผมได้ไปเห็นพวกเด็กๆ เขาเล่นดนตรีกันหลายอย่าง ทั้งเด็กเล็ก จนถึงเด็กรุ่นโต ผมเห็นวิธีการเรียนดนตรีอยู่หลายแบบ ตั้งแต่การที่เด็กลอกเลียน ตัวอย่างครู จำจากครู ไปจนถึงคิดสร้างใหม่กัน ซึ่งผมมีความคิดส่วนตัว ว่าการลอกแบบซ้ำซาก บางทีก็น่าจะถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงกันบ้างแล้ว คนเรียนดนตรีรุ่นใหม่ น่าจะเปิดโลกทัศน์ให้มากขึ้น ควรจะใจกว้างขึ้น น่าจะมีการนำเสนอผลงาน ออกไปสู่คนภายนอกมากขึ้น กว่าที่จะมานั่งเล่นกันเอง ฟังกันเอง หาทางรวมวงกันบ่อยๆ อะไรก็ได้ จะเป็นวงแชมเบอร์ขนาดเล็กก็ได้ หรือออร์เคสตราขนาดไหนก็ได้ แล้วก็เล่นดนตรีให้คนได้ดู และวิพากษ์วิจารณ์กัน

เพลงดนตรี: เท่าที่ได้ทำการทดสอบฝีมือเด็กไทยที่สมัครมาร่วมวง World Peace Philharmonic Orchestra ครั้งนี้ ได้เห็นจุดอ่อนตรงไหนบ้าง
เทอรเย: (ครุ่นคิด) ที่จริงแล้ว ผมน่าจะต้องพูดทั้งด้านชมและด้านตินะ เพราะมีเด็กบางคนที่พอเขาเล่นเสร็จ ปั๊ป ผมแทบจะต้องเชิญตัวเขา ไปอยู่ประจำวงดนตรีของผมทันทีเลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ) เพราะมาตรฐานฝีมือสูงไม่แพ้นักดนตรี ที่ผมทำงานอำนวยเพลงให้อยู่ ซึ่งนับว่าน่ายินดีมากๆที่เมืองไทย มีเด็กเก่งอยู่ไม่น้อย

ส่วนเรื่องจุดด้อย ผมว่าไม่ใช่ความผิดของเด็กหรอก แต่น่าจะหันไป มองดูเรื่อง พื้นฐานเดิม ที่เขาผ่านมากันมากกว่า เขาโตขึ้นมาจากระบบการศึกษา ดนตรีที่ไม่สมบูรณ์ แล้วก็คงเป็นระบบการศึกษาที่ไม่ได้แก้ไขมานานแล้ว

ปัญหาเด่นชัดที่รู้สึกได้ทันทีคือ เด็กหลายๆคนมีปัญหา ในการแยกแยะเสียงว่าเพี้ยนหรือไม่เพี้ยน ไม่เข้าใจเรื่อง intonation ก็เลยส่งผลให้การเล่นดนตรีของเขา ไม่ดีเท่าที่ควร แต่อันที่จริงแล้ว มันก็ไม่น่ากลัวอะไร ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต จนถึงขนาดแก้ไขไม่ได้เลย แต่คุณต้อง ทำการรักษาให้ถูกวิธี ครูดนตรีต้องหาทางบำบัด อาการหูเพี้ยนของเด็กอย่างจริงจัง ต้องหาทาง ฝึกโสตประสาทให้เป็นระบบ ถ้าจะให้ผมจับประเด็นข้อเสียใหญ่ๆ ที่พบเลยก็คงเป็น ๓ เรื่อง คือ หนึ่ง ปัญหาเรื่องความรู้สึกเกี่ยวกับจังหวะ (rhythmic sense) ของเด็กยังไม่ค่อยจะดีนัก สอง เรื่องความเข้าในใจการฟังเสียง หรือ intonation ซึ่งก็พูดไปแล้วว่าเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด สาม การแสดงออก (expression) ที่ต้องมาจากความเข้าใจส่วนตัวของเด็กแต่ละคนในวิญญาณของเสียง ที่เราเรียกกันว่า sound หรือ sonority ที่จะก่อตัวกันขึ้นเป็นเสียงของวงดนตรีเมื่อมาเล่นเพลงร่วมกัน เด็กๆยังเข้าไม่ถึงในเรื่องพวกนี้เท่าไร นี่คือเรื่องปัญหา ๓ เรื่องที่อยากจะฝากไว้ให้กลับไปช่วยกันแก้ไข แต่อย่างไรก็ตาม ผมลองนึกย้อนหลังไปถึงเมื่อปีก่อนที่ได้มาเมืองไทย และฟังวงออร์เคสตราของไทยเล่นดนตรีกัน ยังจำฝีมือเด็กบางคนได้ และแทบไม่น่าเชื่อว่า เขาพัฒนาตัวเองขึ้นได้มากมายในช่วงเวลาที่ผ่านไปไม่นาน

เพลงดนตรี: คราวนี้หันมาคุยกันเรื่อง เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๔ ที่ผ่านมา ซึ่งเราได้เห็นภาพของตึก World Trade Center ถล่ม ลงมา จากการพุ่งเข้าชน ของเครื่องบินซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ทำ แต่ที่แน่ๆคือความสูญเสีย มีคนตายมากมาย แล้วก็ข่าวการก่อวินาศกรรมที่อื่นๆอีก ไปจนถึงการประกาศสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับฝ่ายอิสลาม ในฐานะที่คุณเป็นประชาชนคนหนึ่งของโลก ซึ่งมีความเป็นนักดนตรีอยู่ด้วย คุณมีความรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาเหล่านั้น
เทอรเย : ช่วงที่ตึกถล่ม ตอนนั้นผมเพิ่งจะเดินทางออกมาจากสนามบินเมืองรีกา ลัทเวีย พอได้ยินข่าวว่ามีการก่อวินาศกรรมกัน เครื่องบินพุ่งชนตึกในอเมริกา ผมก็ตรงดิ่งกลับเข้าโรงแรมเลย รีบเปิดโทรทัศน์ดูว่ามันเป็นยังไง ก็เห็นภาพเหตุการณ์จากข่าวโทรทัศน์ CNN ที่แพร่ภาพไปทั่วโลก ทีแรกดูแต่ภาพ ไม่ได้เปิดปุ่มเสียง ก็นึกว่า ว้าว! นี่เป็นฉากหนังเรื่องใหม่ของฮอลลีวูดหรืออย่างไร เขาเอามาแทรกโฆษณากระมัง แต่พอได้ยินคำประกาศจากข่าว รายงานเรื่องที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกช็อคไปทันที นั่นเป็นภาพตึกที่โดนเครื่องบินลำแรกพุ่งเข้าชน แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เห็นลำที่สองบินตรงเข้ามา แล้วก็ชนซ้ำเข้าไปอีก มีภาพระเบิด ภาพตึกถล่ม ให้เห็นกันจะๆ แล้วมีรายงานข่าวต่อมาทันทีอีกว่าคนจำนวนมากเสียชีวิต จากเหตุการณ์นี้ จากนั้นผมก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างแรง สับสน ไม่รู้จะทำอะไรดีผมว่าหลายคนก็คงรู้สึกไม่ต่างไปจากผมขณะนั้น เพราะมันดูมืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จริงๆว่าเหตุผลของมันคืออะไร แล้วเรื่องมันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทบว่าจะคาดเดาอะไรต่อไปไม่ได้เลย

เย็นวันนั้น ผมมีนัดซ้อมคิวกับวงออร์เคสตราลัทเวีย แล้วพอถึงเวลาที่จะต้องเล่นดนตรีกันขึ้นมา ผมกลับหมดปัญญาที่จะยืนอำนวยเพลงหน้าวง มันดูสับสนสิ้นดี ไม่มีสติจริงๆว่าตอนนั้นผมควรจะทำอะไรบ้าง นักดนตรีทุกคนในวง ก็รู้สึกไม่ต่างจากผม พวกเขาต่างก็ตกใจกันทั้งนั้น และที่จริง ตอนนั้น เรากำลังเตรียมตัวซ้อม เพื่อเปิดการแสดง ในฤดูกาลคอนเสิร์ตใหม่ของประเทศเสียด้วย ทุกคนกลับหมดกระจิตกระใจ ที่จะเล่นดนตรีกัน มิหนำซ้ำ ประเทศลัทเวียก็เจอ มรสุมทางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกหลังจากเรื่อง วินาศกรรมคราวนั้น งานทางวัฒนธรรมดนตรี ก็เลยต้องถึงคราวล่มจมไปด้วย

เพลงดนตรี : คุณมองเห็นอะไรในอนาคตของดนตรีในประเทศไทย
เทอรเย : คนไทย นักดนตรีไทยจะต้องพัฒนา ไปสู่ความเป็นนานาชาติไปถึงระดับนานาชาติได้ แต่คนไทย ต้องมีความรับผิดชอบ คนไทยต้องเรียนรู้สิ่งที่เป็นพื้นฐาน เพราะคนไทยขาดพื้นฐาน มีวิทยาลัยดนตรี เพื่อที่จะสร้างการศึกษาดนตรีขั้นสูง ต้องมีคนเก่งและคุณภาพจะต้องสูงด้วย วงดนตรีไทยต้องแสดงในระดับนานาชาติได้ ต้องรวมคนเก่ง ให้อยู่ในร่มเงาเดียวกัน มีปรัชญาเดียวกัน ไม่แตกแยกหรือทำงานคนละปรัชญากัน ต้องเลือกคนที่ถูกต้อง เพื่อสร้างงานที่ถูกต้อง การสร้างวงดนตรีที่ดีที่สุด ก็ต้องเลือกคนทำงานที่ดีที่สุดด้วย สำหรับวงดนตรีที่สุดยอดนั้น อย่างน้อยต้องใช้เวลา ๕ ปี ประเทศนอร์เวย์ ใช้เวลา ๒๐ ปี ในการสร้าง การศึกษาดนตรีให้ได้ระดับนานาชาติ ขณะนี้ชาวนอร์เวย์ ที่มีความสามารถระดับสูงสุดของโลกอย่างน้อย ๒-๓ คน คือ Leif Ove Andsnes นักเปียโนอายุ ๓๕ ปี มีนักเชลโลเอกของโลกชื่อ Truls Mork อายุราว ๔๐ ปี เป็นต้น การที่มีนักดนตรีระดับโลก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศเล็กๆ อย่างนอร์เวย์ (เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ) เด็กไทยก็ต้องทำได้ เห็นเด็กไทยที่อยู่ในวงดนตรี World Peace Philharmonic ก็มีวินัยดี ฝึกซ้อมอย่างดี ทำได้ดีไม่แพ้ผู้ใหญ่ ก็มองเห็นว่าเด็กไทยก็สามารถทำได้ หากได้พัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ทำมาถูกทางแล้ว เด็กๆ นอร์เวย์ปัจจุบัน ไปแข่งขันดนตรีในระดับโลกจำนวนมาก มีเด็กเก่งอีกจำนวนมากที่อยู่ในระดับโลก อนาคตก็บอกได้ว่า เราจะมีนักดนตรีระดับโลกอีกมากมายทีเดียว ซึ่งก็สร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศอย่างมากทีเดียว คนที่เก่งดนตรีมากก็จะได้รับรางวัลโนเบล

เพลงดนตรี: คุณคาดหวังอะไรกับการทำหน้าที่อำนวยเพลงแต่งใหม่ ผลงานใหม่ของเคล้าส อาเกอร Klaus Ager
เทอรเย : สิ่งแรกคือ ผมรู้สึกตื่นเต้นและชอบที่จะได้ทำงานกับเพลงใหม่ๆอยู่เสมอ ได้ช่วยจัดการให้บทเพลงที่ยังไม่เคยมีใครได้ยินให้คนฟังได้รู้จัก ผมชื่นชมในตัวของเคล้าส อาเกอร อยู่แล้ว ผมเคยคุยกับเขา ปรึกษากันเรื่องผลงานเพลงที่จะนำออกมาแสดงในครั้งนี้ เขาก็เล่าให้ผมฟังหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งความคิดหลักในการแต่งเพลง เทคนิคที่เขาใช้ในเพลง ซึ่งมันทำให้ผมเกิดความรู้สึกที่ดี ในการได้ร่วมงานกับเขา และตอนนี้ผมกำลังรอที่จะได้เห็นโน้ตเพลงทั้งหมดของเขา อย่างใจจดใจจ่อ และยิ่งรู้ว่าจำนวนผู้ชม ที่จะมาชมการแสดงครั้งนี้มีมากมายเป็นพันๆ ทุกคนที่มาชม ล้วนแล้วแต่รักในเรื่องสันติภาพ และอยากมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น คือว่าเราไม่จำเป็นต้องอธิบาย อะไรมากมาย ให้ผู้ชมต้องสงสัยกันเลยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เพราะนี่มันเป็น ความรู้สึกที่ทุกคนมีด้วยกัน ผมคิดว่า การเขียนเพลงขึ้น เพื่อจุดมุ่งหมายของสันติภาพนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีโลกด้วยซ้ำ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่จะเขียน จะเล่น จะฟังดนตรีกัน ในระหว่างความขัดแย้ง และสับสนของทุกคนในโลก ดนตรีคงเป็นทางหนึ่ง ที่คนเราใช้เป็นที่พึ่งได้

เพลงดนตรี : ฟังเพลงในครึ่งหลังของคนไทยเป็นอย่างไร
เทอรเย : ไม่อยากวิจารณ์นัก เพราะผมไม่ใช่คนไทย แต่ถ้าฟังกันในระดับสากลแล้ว สีสันของการเรียบเรียงเสียงเขาทำได้ดีทีเดียว เขาควรจะใช้เวลา ในการทำงานด้านนี้มาก แต่เป็นการนำเอาวลีเพลงอื่นที่มีมาแล้ว มาตกแต่งต่อๆ กัน ฟังแล้วผู้ฟังจะรู้สึกดี เพราะคุ้นเคย ไม่ใช่ของใหม่อย่างที่ประชาสัมพันธ์กัน เพลงไม่มีจุดสุดยอด ไปเรื่อยๆ เหมือนเพลงประกอบภาพยนตร์ฮอลีวูด

ในฐานะของผู้ควบคุมวงดนตรี เขาไม่สามารถมานำวิญญาณเพลงออกมาได้ นักดนตรีจับจังหวะไม่ได้ ทำให้นักดนตรีเล่นไม่พร้อมกัน อาจจะซ้อมน้อย

ในส่วนของนักร้องเดี่ยว เธอร้องในลีลาของนักร้องเพลงป็อปบูลา เสียงเธอออกมาจากลำคอ เธอร้องด้วยความไม่มั่นใจเท่าใดนัก เข้าเพลงไม่ถูก ส่วนนักร้องหมู่นั้น เข้าใจว่าฝึกซ้อมกันน้อย ร้องไม่เข้ากันกับเสียงดนตรี แต่สังเกตุเห็นว่าผู้ฟังต่างก็ชื่นชอบ เพราะได้เห็นรูปแบบ ทั้งนี้จะนำไปเปรียบเทียบกับการฟังดนตรีในยุโรปไม่ได้

เทอรเย มิคเคลสัน พยายามหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ เพราะเกรงว่าจะไม่สุภาพ แต่เมื่อพูดก็พูดตรงๆ โดยมองโลกในแง่ดี เพื่อให้ทุกคน มีกำลังใจที่จะทำงานได้ถูกทาง

(อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้จากวารสารเพลงดนตรี)

http://www.musiciansgallery.com/tribute/silapabanleng/prasidh.htm




Tribute




Prasidh Silapabanleng

1912 - 1999

Mr. Prasidh Silapabanleng passed away peacefully but rather suddenly on September 4, 1999 at 5.27 p.m. due to heart failure.

Prasidh Silapabanleng was born in 1912 to one of the most celebrated Thai music masters and composers, the late Luang Praditpairoh (Sorn Silapabanleng). His first musical training in the traditional Thai compositions of his father lead him on a quest for excellence which would become his lifelong passion. It was this passion that eventually spurred him to study in Japan. His study of composition and conducting inspired him to create intricate melodic arrangements at the Imperial Academy of Music, Geidai University, Tokyo. Under the supervision of Professor Dr. Klaus Pringsheim, himself a former student of both Gustav Mahler and Richard Strauss, Prasidh's inmate genius flourished.





THE MUSIC NOW PLAYING IS:
Silapabanleng's 'Damnern Sigh'
from 1996 recording 'Siang Tian'
played by the Bangkok Symphony
conducted by John Georgiadis




Prasidh worked consistently throughout the years after graduation, producing several small compositions for theatrical productions and by 1955 had completed his first symphony, The Siamese Suite, which debuted at the UNESCO Music Conference in Manila, the Philippines. His another major work, completed when the composer was 77, was the famed symphonic poem "Siang Tian". Performed with female chorus, this lovely composition culminated a career which spanned a life time and confirmed both his musical training and his gifted heritage. The Siang Tian, a synthesis of Thai and Western music, was issued on CD in 1996, with Mr. John Georgiadis conducting the Bangkok Symphony Orchestra. The Siang Tian CDs are marketed worldwide (except Thailand) by the Black Box Music Co., Ltd. of the U.K. In Thailand, MGA Co., Ltd. Has the distribution right.




In June 1998 when Prasidh was almost 86 years old, at the request of the President of the Assumption University (ABAC) of Bangkok, Prasidh composed two songs, also on CDs now, for the university. These are "God bless Assumption University" and "Daen Asoke" or land of Asoke trees.

(The photo to the right shows the young Prasidh with teacher and mentor, Klaus Pringsheim)

(His being presented a bouquet of flowers by the President of Assumption University, Bangkok, is shown in the photo below)





To honour the great King of Thailand on his Majesty's 72nd birthday due on December 5, 1999, Prasidh made a promise to both the President of Assumption University and the Bangkok Symphony Orchestra that a new composition, based on the traditional Thai music of his father called "Cherd Nai" would be written. Prasidh completed the piano-conductor score and sent it to Mr. John Georgiadis, who kindly agreed to do the orchestration for a medium-sized symphony orchestra.

At home with conductor, John Georgiadis, who arranged, performed and recorded several of the composer's works in 1995/6 whilst Music Director of the Bangkok Symphony Orchestra.


Naturlaut vol.2 no. 1 9 My Recollections of Gustav Mahler by Klaus Pringsheim While living in my native Germany and in neighboring Austria, I had the privilege of meeting personally some of the great musicians there. The greatest among them, the greatest of his time in my judgment, was Gustav Mahler, the composer and conductor. More than that, he was a great man-a very great man. Whereas his creative work, especially his symphonies, was highly controversial throughout his lifetime-"He deserves two years in jail." was the summary verdict of a Viennese critic after the premiere of his Third Symphony - there could have been none face to face with him who was not fascinated by the penetrating look of his eyes and by the grandeur of his sterling personality. A man of irresistible willpower, uncompromising to the utmost where music was concerned, but broadminded and kindhearted (most of his considerable earnings used to go to his less fortunate relatives); a person unprejudiced, unpretentious, and tolerant in all matters of daily life, of simple t3.stes and habits, yet endowed with an almost childlike capacity for enjoying the trifling pleasures his day-filled with struggle and hard work-yielded; a passionate hater of hypocrisy and insincerity and of all the evils of human society (though with no political inference), ever contemptuous of the self complacent, self, conceited and easily self-contented mediocrities, unapproachable by flattery or superficial compliment, still most sensitive to sympathetic comprehension of his artistic intentions; a restless thinker, possessed of a keen intellect, and a devout seeker of truth, approaching the problems of eternity with a philosophical mind yet with deeply religious humility-filled with all-embracing love of mankind: such are some features in the picture of the man, Gustav Mahler, as I knew and still see him more than forty years after his death. No other musician had so profound and lasting an influence on the inner course of my life; to none do I owe so much of what true insight into musical things, beyond mere technical knowledge and understanding, I have perhaps been able to acquire. I was a boy of fifteen, attending middle school in Munich, Bavaria, when I first saw him as a guest conductor with the "Kaim-Orchester", the program including one movement only of his Second Symphony (for lack of rehearsal time) as well as some music by Berlioz, Beethoven's Fifth, which I have never heard so magnificent, so transporting in performance. After that evening I dreamt, or rather I fancied, it would be my destiny to come under the guidance of this master who seemed to wield some magic power over the orchestra he directed. However, it took seven years before my dream came true. Meanwhile, I thoroughly familiarized myself with all his symphonic scores so far published and missed no opportunity whatever that might arise to hear them interpreted by him. Eventually, the momentous hour arrived when I was received at his office by him - then the almighty director of the famous Vienna Court Opera - and he granted my request to serve with him as an assistant conductor, an atmosphere of most informal cordiality prevailing throughout the time we were talking. To describe that very first impression I got of his personality, I have no words. There was another great moment in my life when, some time later, he offered me his friendship. It occurred on a train from Vienna to some provincial town in Austria where he was to conduct his First Symphony. I had made it a habit to accompany him on such trips. What prompted him so to honor an insignificant young beginner, I have often asked myself in vain. Maybe, the lonely man-lonely in his art-who met with lack of understanding, distrust, and stubborn opposition almost everywhere, appreciated the intense and deeply sincere admiration for his work I manifested on many occasions, and which, indeed, was all I had to offer him. I have no other explanation. There is no room here to elaborate on what those two years I spent in Vienna in the double role, as it were, of Mahler's friend and disciple meant to me in terms of human experience and musical education. It became my privilege to be admitted as the sole listener to all his rehearsals, even when they were held in his private room, regarded as a kind of sanctuary by the opera personnel - not to speak of the unique object lessons presented time and again by his directing of performances of such works as "Don Giovanni", "Marriage of Figaro", "Fidelio", "Tristan and Isolde", "Iphigenie in Aulis", to mention but a few, none of which I would have failed to attend. Once, at noon, I happened to meet him at his office when he was just about to leave and he asked me to accompany him on his way home. When we parted in front of his residence, located within walking distance from the opera' house, he proposed that we should make this a daily habit, and so we did, forthwith. On our walks, sometimes resumed in the afternoon and extending over hours, he used to discuss exhaustively any musical problem I would bring up. Indeed, those daily-recurring conversations assumed in my education the importance, but through the immediacy of our personal contacts did much more than fill the place of what conventional lessons in a classroom could possibly have been. And it was on such occasions that the most lovable, most delicate traits of his character revealed themselves. Once, while we were walking on the Kärtnerstrasse, it occurred to him that his young wife, whom he adored, would like to have some of those delicious Viennese toffees; but then after he made the purchase he wouldn't allow me to carry the small package. "Why," he said, "if I happen to let it slip in the mud, that would be just a minor incident; if you did, it would make you feel much embarrassed." I left Vienna when the incessant intrigues by his enemies had eventually succeeded in getting him ousted from the office he had held for ten years; 80 came to an inglorious end one of the most brilliant eras in the history of European opera. Still in later years, part of which he used to spend in New York with the Metropolitan Opera and also conducting the concerts of the N. Y. Philharmonic Orchestra, I saw him on several occasions. The last was one of the most triumphant musical events I ever witnessed: the world premiere in Munich, at that time the most anti-Mahlerian among German music centers, of his gigantic Eighth Symphony, generally known under the name - though not given it by the composer - of "Symphony of a Thousand". (In Tokyo it was performed sometime ago under the direction of Kazuo Yamada.) When I was bidding him farewell at the Munich Central Station, he told me of his latest works, still unpublished, the Ninth Symphony and the "Song of the Earth." That they were conceived in a mood somehow portentous of his near death, he would say. Nor could I know that this was to be a farewell forever. Half a year later he returned from America a sick man, soon to die in his beloved Vienna at the age of 51, leaving behind him a gap that will never be filled. This article was published in Chord and Discord Vol. 2, No. 8, pp. 114-116, 1958. It is published here with the kind permission from Mr. Charles Eble of the Bruckner Society of America. Klaus Pringsheim, conductor, teacher, music critic and composer, was born in Munich on 24 July 1883. His father was Alfred Israel Pringsheim (b. 1850). Klaus Pringsheim studied music under Gustav Mahler (1860-1911) in Vienna. In 1931 he left Germany for Japan where he became a professor at the Ueno Academy of Music. From 1941-1946 he directed the Tokyo Chamber Symphony Orchestra. After a brief period in the United States, he returned to Japan in 1951. He was appointed director of the Musashino Academy of Music. He composed an opera as well as music for the piano and chamber music. Pringsheim was the brother-in-law of Thomas Mann (1875-1955). He died in Tokyo on 7 December 1972

ขอขอบคุณ คุณชวพันธ์ พิริยพงศ์ เอื้อเฟื้อข้อมูล
_________________
discovery hifi
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
เรียงลำดับข้อความตอบจากก่อนหน้า:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    discovery hifi forum -> Music & Favorite CD ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


Powered by phpBB © phpBB Group. Hosted by phpBB.BizHat.com


For Support - http://forums.BizHat.com

Free Web Hosting | Free Forum Hosting | FlashWebHost.com | Image Hosting | Photo Gallery | FreeMarriage.com

Powered by PhpBBweb.com, setup your forum now!